|
นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวชัยนาทเป็นล้นพ้น
ที่ในช่วงปีแรก ๆ
ของการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรได้เสด็จที่จังหวัด
ชัยนาทด้วย
กล่าวคือหลังจากสมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดาองค์ที่
๒
คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาค เมื่อ
วันเสาร์ที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๘ เพียง ๕ เดือน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่จังหวัดชัยนาทเป็นการส่วนพระองค์เป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน
พ.ศ.๒๔๙๘ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ
ณ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร(พระอารามหลวง) อำเภอเมืองชัยนาท
เป็นแห่งแรก
และเสด็จไปทอดพระเนตรการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา
เป็นแห่งที่สองในวันเดียวกัน
วัดพระบรมธาตุวรวิหาร
เดิมชื่อ วัดพระธาตุ หรือ
วัดหัวเมือง
สร้างมาแต่สมัยขอมเรืองอำนาจมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ
ไว้ในองค์พระเจดีย์ เป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญตามหลักฐาน
เชื่อได้ว่ามีการบูรณะหลายครั้ง เช่น สมัยพระยาลิไท
พระเจ้าท้ายสระ
จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐
หลังจากเสด็จพระราชดำเนินแล้ว
พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามวัดให้ใหม่ว่า วัดพระบรมธาตุวรวิหาร
เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙

เสด็จพระราชดำเนิน ณ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร พ.ศ. ๒๔๙๕
เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ที่การเสด็จพระราชดำเนินซึ่งเป็นประวัติศาสตร์สำคัญครั้งนั้น
ทางวัดหรือทางจังหวัดไม่มีเอกสารหลักฐานเก็บไว้เลย
คงมีแต่หลักฐานภาพถ่ายที่ประชาชนเก็บไว้ (นายบุญเสริม
บุญมีรอด ราษฎรตำบลชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท
จังหวัดชัยนาท) และหลักฐานจากสำนักราชเลขาธิการ
คือข่าวในพระราชสำนัก และข่าวจากหนังสือพิมพ์ ๒
ฉบับ คือหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์และหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยซึ่งมีเนื้อหาข่าวสอดคล้องกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์
ได้ระบุว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินก้นถุงคนละ ๙
บาท ให้แก่ราษฎรชาวชัยนาทที่นำสิ่งของมาทูลเกล้าถวาย
ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นพระราชประเพณีในการเสด็จเยี่ยมราษฎรสืบต่อมา



การเสด็จประทับแรมที่เขื่อนเจ้าพระยา
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำจากแม่น้ำ
เจ้าพระยาซึ่งเป็นแม่น้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ
ดังนั้นกรมชลประทานสมัยที่ยังเป็นกรมคลอง เมื่อ
พ.ศ.๒๔๔๕ ได้เสนอโครงการเจ้าพระยา
ใหญ่เพื่อพัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยาในการเพาะปลูก
พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงไปถึงพื้นที่แถบชายทะเล
แต่ได้ถูกระงับไป
เนื่องจากต้องใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายสูงมาก
จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๙๓
กรมชลประทาน จึงได้อนุมัติให้ก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาเป็นเขื่อนทดน้ำ
ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
เพื่อทดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาทและขุดคลองส่งน้ำเข้าพื้นที่จำนวนมาก
เริ่มลงมือก่อสร้างตั้งแต่
พ.ศ.๒๔๙๕

ในการเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ ๒๗
กันยายน ๒๔๙๘
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ
พระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้ทอดพระเนตรการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาและเสด็จประทับแรม
ณ เขื่อนเจ้าพระยาอีกด้วย แสดงให้เห็น
ว่าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสนพระราชหฤทัยเรื่องน้ำเพื่อการเกษตรมาช้านานแล้ว
ตั้งแต่ต้นรัชกาล ยังความปลาบปลื้มปิติยินดีแก่ราษฎรชาว
ชัยนาททั้งมวล
และที่เป็นพิเศษก็คือการที่ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จประทับแรม
ณ เขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาในวันเดียวกันด้วย
ดังนั้นจึงมิต้องสงสัย
เลยว่าพสกนิกรชาวจังหวัดชัยนาทและจังหวัดใกล้เคียงจะหลั่งไหลมาเฝ้าชมพระบารมีและถวายความจงรักภักดีอย่างมืดฟ้ามัวดิน
เสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนเจ้าพระยา
บรรดาผู้ที่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในการตามเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ย่อมทราบดีว่า
พระองค์ทรงใส่พระทัยเป็นพิเศษต่ออาชีพเกษตรกรรมของราษฎร
และทรงตระหนักดีว่า น้ำคือชีวิต
น้ำมีความสำคัญต่ออาชีพเกษตรกรรมและ
การดำรงชีวิตของราษฎรไทย
ซึ่งภายหลังพระองค์ได้พระราชทานกระแสพระราชดำรัส
เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๙ ณ พระตำหนัก
จิตรลดารโหฐาน
แสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร์
เกี่ยวกับความสำคัญของ น้ำ มีใจความตอนหนึ่งว่า
"...หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำบริโภค
น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น
ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้
ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้
แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้..."
ดังนั้น พระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารตามภูมิภาคต่าง
ๆ ส่วนใหญ่จะสนพระทัย
เกี่ยวกับแหล่งน้ำและการเกษตรเป็นพิเศษ
หากท้องที่ใดมีปัญหา หรืออุปสรรค
พระองค์จะทรงมีพระวิริยะอุตสาหะที่ จะเสด็จพระราชดำเนินและ
ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา
เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๘ แล้ว เมื่อ
กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่จังหวัด
ชัยนาทอีกครั้ง เพื่อทรงเปิดเขื่อนเจ้าพระยา
เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๐
โดยมีพระราชดำรัสเนื่องในการเปิดเขื่อนเจ้าพระยา ดังนี้
พระราชดำรัสเนื่องในการเปิดเขื่อนเจ้าพระยา วันที่ ๗
กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐
ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาในวันนี้
ประเทศของเราเป็นประเทศกสิกรรม ทั้งข้าวก็เป็น
อาหารหลักของประชาชนพลเมือง
การอยู่ดีกินดีของอาณาประชาราษฎร์และความสมบูรณ์มั่งคั่งของประเทศ
ยังต้องอาศัยอยู่กับการเพาะปลูก
เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวในภาคกลางนี้
รัฐบาลของเราทุกยุคทุกสมัยดังที่นายกรัฐมนตรีแถลงมา
ได้เล็งเห็นความสำคัญ
และสนใจในการทำนุบำรุงประเทศ
โดยการที่จะสร้างโครงการชลประทานเพื่อส่งเสริมช่วยการเพาะปลูกและการทำนาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
จึงเป็นที่
น่ายินดียิ่งนักที่เขื่อนเจ้าพระยา
อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการชลประทานที่
ได้ดำริกันมาแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เป็นอันก่อสร้างสำเร็จลงได้ในปัจจุบันนี้ทั้งนี้เป็นหลักพยานอันหนึ่งถึงความเพียรพยายามที่จะดำเนินการอันจะก่อประโยชน์แก่ประเทศชาติโดย
ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติอันดีของคนไทย
ตามคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีนั้นก็เห็นได้แล้วว่าความสำเร็จของเขื่อนเจ้าพระยา
ได้ส่งผลให้แก่พื้นที่นาทั้งสองฝั่งในระยะเริ่มแรกนี้แล้วเพียงไร
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วย
และขอบรรดาท่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนี้จงได้รับ
คำชมเชยทั่วกัน
ได้เวลาแล้วข้าพเจ้าจะได้กระทำพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยา ขอให้เขื่อนเจ้าพระยานี้จงสถิตอยู่ด้วยความมั่นคงถาวร ได้อำนวยบริการ
แก่ประเทศชาติ
และเพิ่มพูนประโยชน์แก่กสิกรต่อไปอย่างไพศาลสมตามปณิธานที่ได้ก่อสร้างขึ้นนั้นทุกประการ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุก
ๆ
คนทั่วกัน |