กองทุนประกันสังคมกรณีเจ็บป่วย
เงื่อนไขการเกิดสิทธิ
ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตน ตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงาน และจ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีเจ็บป่วยฯ มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์
สิทธิที่ท่านจะได้รับ
1. บริการทางการแพทย์ รวมถึงค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน
2. เงินทดแทนการขาดรายได้
3. ค่าบริการทางการแพทย์กรณีทันกรรม
4. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
5. การปลูกถ่ายไขกระดูก
ผู้ประกันตนจะไปรับบริการทางการแพทย์ได้ที่ไหน
กรณีเจ็บป่วยทั่วไป สถานพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลหรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้น จะให้การรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เว้นแต่มีความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องผู้ป่วยพิเศษ หรือเวชภัณฑ์พิเศษ นอกเหนือจากที่แพทย์สั่งผู้เข้ารับการรักษาต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง
กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ในกรณีผู้ประก้นตนไม่สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล
สำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จำเป็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดภายในระยะเวลาไม่เกิน
72 ชั่วโมง (ไม่นับรวมวันหยุดราชการ)
ฉะนั้นผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องต้องแจ้งสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิทราบโดยเร็วไม่ต้องรอให้ครบ
72 ชั่วโมงเพื่อรับผิดชอบการรักษาพยาบาลต่อไป
สำหรับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นในกรณีฉุกเฉินภายใน 72 ชั่วโมง
หากผู้ประกันตนไม่มีเงินสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลควรแสดงบัตรรับรองสิทธิฯ
ต่อสถานพยาบาลก่อนการรักษาพยาบาล ซึ่งสถานพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ประกันตน
หรือผู้ประกันตนที่สำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อนสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลคืนจากสำนักงานประกันสังคมตามหลักเกณฑ์
ดังนี้
- กรณีประสบอันตราย
ผู้ประกันตนสามารถขอรับค่าบริการทางการแพทย์คืนได้ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง
- กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ผู้ประกันตนสามารถขอรับค่าบริการทางการแพทย์คืนได้
ประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในประเภทละไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี
1. ผู้ป่วยนอก
|
|
เบิกค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 1,000 บาท |
|
|
สามารถเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงเกิน 1,000 บาทได้ หากมีการตรวจรักษาตามรายการในประกาศฯ ดังนี้ การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด การฉีดสารต่อต้านพิษจากเชื้อบาดทะยัก การฉีดวัคซีนหรือเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเฉพาะเข็มแรก การตรวจอัลตร้าซาวด์กรณีที่มีภาวะฉุกเฉินเฉียบพลันในช่องท้อง การตรวจด้วย CT-SCAN หรือ MRI จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด การขูดมดลูกกรณีตกเลือดหลังคลอดหรือตกเลือดจากการแท้งบุตร ค่าฟื้นคืนชีพและกรณีที่มีการสังเกตอาการในห้องสังเกตอาการตั้งแต่ 3 ชั่วโมงขึ้นไป |
2. ผู้ป่วยใน
|
|
ค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ได้รักษาในห้อง ICU เบิกได้ไม่เกินวันละ 2,000.-บาท |
|
|
ค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700.-บาท |
|
|
ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล กรณีที่รักษาในห้อง ICU เบิกได้ไม่เกินวันละ 4,500.-บาท |
|
|
กรณีที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ เบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000 - 16,000.-บาท ตามระยะเวลาการผ่าตัด |
|
|
ค่าฟื้นคืนชีพรวมค่ายาและอุปกรณ์ เบิกได้ไม่เกิน 4,000 บาท |
|
|
ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการและหรือเอกซเรย์ เบิกได้ในวงเงินไม่เกินรายละ 1,000 บาท |
|
|
กรณีมีความจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษ ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนควมถี่สูง การตรวจคลื่นสมอง การตรวจอัลตร้าซาวด์ |
|
|
การสวนเส้นเลือดหัวใจและเอกซเรย์ การส่องกล้อง การตควจด้วยการฉีดสี การตรวจด้ย CT-SCAN หรือ MRI จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด |
กรณีอุบัติเหตุ
กรณีอุบัติเหตุ หากผู้ประกันตนไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิฯ สามารถเข้ารับการรักษากับสถานพยาบาลอื่นได้ สำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง เงื่อนไขเช่นเดียวกับกรณีฉุกเฉินโดยผู้ประกันตน สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนและสามารถเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคม ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลของรัฐ
|
|
ผู้ป่วยนอก จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น |
|
|
ผู้ป่วยใน จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ยกเว้นค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท ไม่จำกัดจำนวนครั้ง |
2. เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลของเอกชน
|
|
จ่ายตามหลักเกณฑ์เดียวกับกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่จำกัดจำนวนครั้ง |
หมายเหตุ : ในกรณีสำนักงานประกันสังคมยังไม่ได้ออกบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล จะต้องแจ้งสำนักงานประกันสังคมในท้องที่เกิดเหตุทราบทันทีที่สามารถกระทำได้ เพื่อให้สำนักงานประกันสังคมดังกล่าวกำหนดสถานพยาบาลให้ผู้ประกันตนใช้บริการทางการแพทย์ต่อไป
ค่าพาหนะ : กรณีผู้ประกันตนเข้ารับการรักษา ณ สถานพยาบาลอื่น และสถานพยาบาลนั้นมีความจำเป็น ต้องส่งตัว ผู้ป่วยไปตรวจวินิจฉัยหรือรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง (ซึ่งมิใช่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ) ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง สามารถเบิกค่าพาหนะได้ ตามอัตราดังนี้
|
|
ค่ารถพยาบาลหรือเรือพยาบาลไม่เกิน ครั้งละ 500.-บาท |
|
|
ค่าพาหนะรับจ้าง หรือพาหนะส่วนบุคคลหรือพาหนะอื่น ๆเหมาจ่าย 300.-บาทต่อครั้ง |
|
|
หากข้ามจังหวัด จ่ายเพิ่มอีกตามระยะทางกิโลเมตรละ 90 สตางค์ |
หลักฐานที่ต้องนำติดตัวไปเมื่อไปสถานพยาบาล
1. บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล
2. บัตรที่ทางราชการออกให้ ที่มีรูปถ่ายของผู้ประกันตน เช่นบัตรประจำตัวประชาชน หรือใบอนุญาตขับขี่รถยนต์
การบริการที่ท่านจะได้รับจากสถานพยาบาล
สถานพยาบาลต่าง ๆ จะให้การตรวจวินิจฉัยและรักษาแก่ผู้ประกันตนตามมาตรฐานทางการแพทย์ รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในกรณีที่ทางสถานพยาบาลไม่สามารถให้การบริการได้ และต้องมีการส่งตัวไปรับการรักษายังสถานพยาบาลอื่น
การรับบริการจากสถานพยาบาลเครือข่าย
คือ การที่ผู้ประกันตนได้รับบัตรรับรองสิทธิฯ ที่ระบุชื่อสถานพยาบาลและสถานพยาบาลนั้นมีสถานพยาบาลอื่นเป็นเครือข่ายร่วมกัน ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ในทุกสถานพยาบาลที่อยู่ในเครือข่าย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
เงินทดแทนการขาดรายได้
ได้รับในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง โดยได้รับตามที่หยุดงานจริง ตามคำสั่งแพทย์ไม่เกิน 90 วันต่อครั้ง และรวมกันไม่เกิน 180 วันต่อปี เว้นแต่ป่วยด้วยโรคเรื้องรังจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ไม่เกิน 365 วัน
หมายเหตุ : กองทุนประกันสังคมจะจ่ายให้หลังจากที่ลุกจ้างใช้สิทธิตามกฎหมาย่าด้วยการคุ้มครองแรงงานแล้ว
หลักฐานที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย (สปส. 2-01/1)
ใบเสร็จรับเงิน (กรณีขอรับค่ารักษาพยาบาลและกรณีขอรับค่าอวัยวะเทียมหรืออุปกรณ์ฯ)
ใบรับรองแพทย์ (กรณีขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ให้แพทย์ระบุวันหยุดงาน และกรณีขอรับค่าอวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ฯ ให้แพทย์ระบุประเภทอวัยวะเทียมหรืออุปกรณ์ฯ ที่ใช้ด้วย)
หนังสือรับรองของนายจ้าง (กรณีขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้)
สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี (กรณีขอรับเงินทางธนาคาร)
ขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทน
1. ผู้ประกันตนต้องกรอกแบบ สปส. 2-01 พร้อมลงลายมือชื่อและนำมายื่นที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ พร้อมหลักฐาน หรือยื่นขอรับทางไปรษณีย์ โดยมีหลักฐานครบถ้วน
2. เจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานและพิจารณาอนุมัติ
3. สำนักงานประกันสังคมมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
4. พิจารณาสั่งจ่าย
|
|
เงินสด หรือ เช็ค (ผู้ประกันตนมาขอรับด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นมารับแทน) |
|
|
ส่งธนาณัติให้ผู้ประกันตน |
|
|
โอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามบัญชีของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทน |
โรคและบริการที่ไม่มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ มี 15 โรค คือ
1. โรคจิต ยกเว้น กรณีเฉียบพลันซึ่งต้องการทำการรักษาในทันทีและระยะเวลารักษาไม่เกิน 15 วัน
2. โรค หรือประสบอันตรายอันเนื่องมาจากการใช้สารเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด
3. โรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาลประเภทคนไข้ในเกิน 180 วันในหนึ่งปี
4. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) ยกเว้น
|
|
กรณีไตวายเฉียบพลัน ที่มีระยะเวลาการรักษาไม่เกิน 60 วัน ให้มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ |
|
|
กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้องรังระยะสุดท้าย ให้มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ โดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialyysis) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในประกาศสำนักงานประกันสังคม |
5. การกระทำใด ๆ เพื่อความสวยงาม โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
6. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง
7. การรักษาภาวะมีบุตรยาก
8. การตรวจเนื่องเยื่อเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้น การปลูกถ่ายไขกระดูก
9. การตรวจใด ๆ ที่เกินความจำเป็นในการรักษาโรคนั้น
10. การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้น การปลุกถ่ายไขกระดูก ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
11. การเปลี่ยนเพศ
12. การผสมเทียม
13. การบริการระหว่างรักษาตัวแบบพักฟื้น
14. ทันกรรม ยกเว้น กรณีถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน
15. แว่นตา
สถานที่ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทน
สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ หรือจังหวัด หรือสาขา ที่ผู้ประกันตนสะดวก