
ประวัติความเป็นมา สืบเนื่องมาจากประชาชนตำบลกุดจอก ซึ่งอพยพมาจากประเทศลาว และได้นำการละเล่นพื้นบ้านมาเล่นสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
การละเล่น ใช้สถานที่ที่เป็นลานกลางแจ้ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง มักจะเล่นในวันตรุษสงกรานต์ ตอนกลางคืน ในการละเล่นนี้ผู้เล่นจะประกอบด้วย ผู้เชิญผีนางด้งเป็นผู้หญิง ๒ คน ผู้ร้องเป็นผู้ที่ดูการละเล่น นอกจากนี้ยังมีผู้ซักถามสิ่งที่อยากรู้อีก ๑ คน ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้นั้นประกอบด้วย สากยาว (สากมือ) ไว้ใช้ตำข้าวในสมัยโบราณ ๒ อัน กระด้งขนาดพอเหมาะ ๑ ใบ ผ้าขาวไว้คลุมกระด้งเวลาเชิญผีนางด้ง แล้วยังมีดอกไม้ธูปเทียนอีก ๒ ชุด กับไม้คานอีก ๑ อัน
บทร้องการเล่นผีนางด้ง นางด้งเอยเข้าผ่าระหง กระด้งแม่ม่าย เขาถากเปลือกแดง เขาแทงแมงเม่า ขอเชิญพระเจ้ามาเข้านางด้ง (ร้องซ้ำไปเรื่อย ๆ )
วิธีเล่น ผู้เชิญผีนางด้ง ๒ คน ใช้สาวบริสุทธิ์นำกระด้งของหญิงม่าย นำผ้าสีขาวคลุมกระด้ง พร้อมกับผู้หญิงอีก ๑๐ คน ไปที่ทางสามแพ่ง นำดอกไม้ธูปเทียนไปเชิญด้วย เมื่อไปถึงแล้วก็กล่าวเชิญผี (คนที่ตายไปแล้วในหมู่บ้านนั้นเป็นใครก็ได้) ขอเชิญมาเล่นผีนางด้ง เพื่อลูกหลานจะได้รู้ความเป็นไปในท้องถิ่นของตน ทั้งด้านส่วนตัว คู่ครอง ความเป็นอยู่และสมควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เมื่อเชิญผีนางด้งมาแล้วก็จะมานั่งระหว่างสกตำข้าว ผู้เชิญจะจับกระด้งตั้งขึ้น ผู้ร้องก็จะร้องเพลงผีนางด้งพร้อม ๆ กัน และปรบมือให้จังหวะ จนกระทั่งกระด้งที่ผู้เชิญผีนางด้งมีอาการสั่นและกระด้งจะเต้นขึ้นลง จนผ้าคลุมสีขาวหลุดออก ต่อจากนั้นผู้ถามจะถามว่าเป็นผีชื่ออะไร โดยใช้ไม้คานให้ผู้เชิญนางด้งจับและเขียนตามที่ผีนางด้งเข้า การซักถามจะถามลักษณะที่ว่าใช่หรือไม่ ถ้าใช่ให้กระด้งเต้นขึ้นสูง ๆ ถ้าไม่ใช่ให้กระด้งนอนลง
รูปแบบของการเล่น
๑. การวางสากตำข้าว
๒. คนเชิญผีนางด้ง
๓. กระด้ง
๔. ผู้ดูและร่วมกันร้องเพลง
เมื่อเล่นกันจนเป็นที่หายสงสัย หมดคำถามที่จะถามแล้ว ผู้เชิญก็จะเชิญผีนางด้งกลับ โดยนำกระด้งเดินไปยังทางสามแพ่ง และบอกให้กลับได้
เรื่องและเนื้อหาที่นำมาเล่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของตนเอง ครอบครัว สังคมในท้องถิ่น
พิธีกรรมและความเชื่อ เชื่อว่าผู้ที่ตายไปแล้วในหมู่บ้านท้องถิ่นนั้น ยังให้ความคุ้มครองและดูแลลูกหลาน และลูกหลานสมควรทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ พร้อมระลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ
สภาพปัจจุบันและอนาคต หมู่บ้านตำบลกุดจอก ได้อพยพมาประมาณ ๔-๕ ชั่วคนแล้ว และยังมีการละเล่นเช่นนี้มาอย่างสม่ำเสมอสืบทอดต่อ ๆ กันมา ถึงแม้ว่าผู้คนในหมู่บ้านนี้จะไปทำงานยังต่างจังหวัด เมื่อถึงวันสงกรานต์ทุกคนจะกลับมาทำบุญ และกลางคืนทุกคนจะมารวมกันเล่นผีนางด้ง เพราะเคยเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งให้ทั้งความสนุกสนานและเกิดความรักความสามัคคี

ข้าวเม่าเป็นอาหารหวานอย่างหนึ่งของชาวไทยภาคกลางที่ประกอบอาชีพทำนา ชาวนารู้จักทำข้าวเม่ากันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล โดยใช้เมล็ดข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวที่มีรวงแก่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้ นำมาคั่ว ตำ แล้วนำไปรับประทานได้เลย ถ้าทำสุกใหม่ ๆ ก็จะนิ่ม หรือบางคนก็จะนำไปคลุกเคล้าด้วยน้ำตาลทราย มะพร้าวและเกลือ รับประทานแทนขนมหวาน แต่ในปัจจุบัน การตำข้าวเม่ากำลังจะสูญหายไปจากชาวนาไทย เนื่องจากจังหวัดชัยนาทเป็นสังคมเกษตรกรรมโดยเฉพาะ การทำนาปลูกข้าวจึงได้ทำให้สภาพชีวิตของชุมชนมีความผูกพันอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การตำข้าวเม่าเป็นประเพณีหนึ่งซึ่งนอกจากจะนำความสนุกสนานรื่นเริงมาสู่ชาวบ้านแล้วยังทำให้ได้กินของอร่อย และสามารถตากแห้งเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี
ในสมัยก่อนการตำข้าวเม่ามักจะทำในเวลากลางคืน จะเป็นคืนเดือนมืดหรือคืนเดือนหงายก็ได้แล้วแต่สะดวก ในระหว่างคั่วข้าวเม่าบนเตาไฟจะมีประเพณีการเล่นของหนุ่มสาวโดยนำเอามะพร้าวทึนทึกขว้างไปที่เตาไฟทำให้ภาชนะที่ใช้คั่วข้าวเม่าแตกกระจายหรือบุบบู้บี้ จะทำให้บรรยากาศสนุกสนาน คนขว้างที่แอบอยู่ในมุมมืดจะวิ่งหนี ผู้ที่กำลังทำข้าวเม่าก็จะช่วยกันวิ่งไล่จับเอาตัวมาทำโทษ โดยเอาดินหม้อทาหน้า หลังจากนั้นก็จะช่วยกันตำข้าวเม่าโดยใช้ครกไม้ตำข้าวเปลือกและสากไม้มาช่วยกันตำให้เป็นข้าวเม่า
ในจังหวัดชัยนาทมีประเพณีตำข้าวเม่ามานานแล้ว และได้เลิกไปหลายปี ชาวบ้านบางน้ำพระ (วัดพระแก้ว) หมู่ ๑๐ ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี ได้ฟื้นฟูวัฒนธรรมการทำข้าวเม่าไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้สืบทอด และระลึกถึงวัฒนธรรมที่มีค่ามาแต่โบราณ โดยได้จัดกิจกรรมนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ จนถึงปัจจุบัน และถือว่าจะต้องปฏิบัติสืบต่อไปทุกปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวนารุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสืบทอดประเพณีการตำข้าวเม่า และเผยแพร่ออกไปให้กว้างขวาง เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้อนุชนรุ่นหลังช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีการตำข้าวเม่าสืบไป
พิธีกรรม ชาวบ้านและคณะกรรมการจัดงาน จะมาพร้อมกันที่ลานตากข้าววัดพระแก้ว เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. หลังจากนั้นจะมีการสาธิตการตำข้าวเม่า และมีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อความสนุกสนานในงาน เช่น การขูดมะพร้าว การตำข้าวเม่า การกินข้าวเม่า งบประมาณที่ใช้ในการจัดงานได้รับบริจาคจากคณะกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้าน ครู-อาจารย์ หน่วยงานราชการต่าง ๆ
วิธีการทำข้าวเม่า (การตำข้าวเม่า) เมื่อถึงระยะเวลาที่ข้าวออกรวง เมล็ดข้าวมีสีเหลืองอมเขียวหรือมีสีเหลืองเกือบทั้งรวง ชาวนาก็จะเก็บเกี่ยวและมัดรวมเป็นกำ ๆ ประมาณ ๗-๘ กำมือ ใช้ผ้าขาวม้าห่อนำกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านวางรวงข้าวบนกระด้งใบใหญ่ ใช้เท้าเหยียบย่ำลงบนรวงข้าวที่นำมากองรวมกัน (เรียกว่า "การนวดข้าว") จนกระทั่งเมล็ดข้าวหลุดร่วงออกมาจากรวงหมด หลังจากนั้นฝัดเอาเมล็ดข้าวที่ลีบออกให้หมด นะไปใส่กระบุง ใช้เกลือป่นโรยลงไปพอประมาณ ต่อไปก็ก่อไฟโดยใช้ฟืนแห้ง ๆ มีก้อนเส้าวางรอบ ๆ กองไฟ ๓ ก้อน เมื่อไฟติดดีแล้วตั้งหม้อดินหรือกระทะขนาดใหญ่บนก้อนเส้า ใช้ถ้วยแกงตักเมล็ดข้าวในกระบุง ๑-๒ ถ้วย ใส่ลงในหม้อดินหรือกระทะ ใช้ไม้ไผ่เหลาปลายแหลมยาวประมาณ ๑ ศอกเศษ ตรงปลายแหลมเสียบติดกับกาบมะพร้าวที่มีเปลือกติดอยู่ ตัดสั้นขนาด ๑ ฝ่ามือตามขวาง ใช้สำหรับคนเพื่อให้เมล็ดข้าวในหม้อดินหรือกระทะถูกความร้อนได้ทั่วถึงกัน จนกระทั่วได้ยินเสียงข้าวในหม้อดินหรือกระทะแตก แล้ให้รีบยกลง เทข้าวลงในครกแล้วช่วยกันตำ สังเกตเมล็ดข้าวจะมีลักษณะลีบแบนทั่วทั้งหมด แล้วนำมาใส่ในกระด้งแล้วฝัดแยกส่วนที่เป็นผงหรือป่นมาก ๆ ออก แล้วนำไปเก็บในภาชนะ

ในวันที่ ๑๙ มกราคมของทุกปี ชาวชัยนาท โดยเฉพาะชาวอำเภอสรรคบุรี จะทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณขุนสรรค์ ท่านเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยคนหนึ่ง ขุนสรรค์เป็นหนึ่งในผู้นำชาวบ้านบางระจันที่ช่วยกันต่อสู้พม่าเพื่อรักษาแผ่นดินเกิดย่างกล้าหาญ จนได้รับการขนานนามว่า "วีรชนแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย"
อนุสาวรีย์ขุนสรรค์ ตั้งอยู่ที่ว่าการอำเภอสรรคบุรี ซึ่งห่างจากตัวจังหวัดชัยนาท ๒๐ กิโลเมตร ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียกรุงเป็นครั้งที่ ๒ ได้เกิดวีรชนค่ายบางระจัน ซึ่งได้รวมตัวกันต่อสู้กับพม่าโดยมีพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้นำ ขุนสรรค์ก็เป็นหนึ่งในผู้นำชาวบ้านบางระจันที่ร่วมกันต่อสู้กับพม่าอย่างกล้าหาญ เชื่อกันว่าขุนสรรค์ชาวเมืองสรรคบุรีมีตำแหน่งเป็นกำนันปกครองเมืองสรรค์ ได้รวมไทยอาสาป้องกัชาติออกรบ เป็นหน่วยกล้าตายเข้าต่อสู้กับทัพพม่าถึง ๗ ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีกำลังน้อย และถูกโต้ตอบด้วยปืนใหญ่และปืนเล็กจนในที่สุดขุนสรรค์และพรรคพวกก็เสียชีวิตในค่ายพม่า หลังจากที่ได้พยายามต่อสู้กับทัพพม่าอย่งห้าวหาญ แม้จะทำการไม่สำเร็จแต่ก็ได้ฝากชื่อเสียงไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจ
ชาวชัยนาททุกคนโดยเฉพาะชาวอำเภอสรรคบุรีไม่เคยลืมวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของขุนสรรค์และให้การยกย่องว่าเป็นไทยอาสาป้องกันชาติคนแรกของอำเภอสรรคบุรี ชาวอำเภอสรรคบุรี ตระหนักถึงความสำคัญและภาคภูมิใจในวีรกรรมของบรรพบุรุษ จึงได้รวบรวมทรัพ์สินเงินทองก่อสร้างรูปจำลอง "ขุนสรรค์" ขึ้นเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๒๕ โดยเชิญนายมนตรี ตระหง่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานเททองหล่อรูปจำลอง ณ วัดวิหารทอง ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี เสร็จแล้วนำมาประดิษฐานบนแท่นยืน ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสรรคบุรี เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชนรุ่นหลัง
อนุสาวรีย์ขุนสรรค์ ขนาดสูง ๒.๕๐ เมตร ใช้เงินทุนทั้งสิ้น ๔๐๐,๐๐๐ บาท และได้ทำพิธีเปิดและสมโภชครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ หลังจากนั้นทุก ๆ ปี ก็มีการบวงสรวงและสมโภชมานับเป็นประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญประเพณีหนึ่ง
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
